ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีส่งออกสินค้าไปเก็บไว้ที่โกดังในต่างประเทศ

ข้อหารือ กค 0706/5353 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2546

ข้อหารือกรมสรรพากร

เลขหนังสือ
กค 0706/5353
วันที่
12 มิถุนายน 2546
ข้อกฎหมาย
มาตรา 70 ตรี, มาตรา 65 ทวิ (6), มาตรา 65 ตรี (13)(14), มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มาตรา 77/1(8)(ค), มาตรา 87

ข้อหารือ

บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตถุงกอล์ฟและกระเป๋ากีฬาเพื่อการส่งออกโดยได้รับการ

ส่งเสริมการลงทุน แต่การผลิตและส่งออกสินค้าตามใบสั่งซื้อของลูกค้าต้องใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน

ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่ทันความต้องการของตลาด ดังนั้น บริษัทฯ จึงผลิตสินค้าล่วงหน้าจำนวนมาก

และส่งไปเก็บไว้ในโกดังสินค้า ซึ่งบริษัทฯ ได้เช่าไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว บริษัทฯ จึงหารือว่า

1. กรณีจะปฏิบัติอย่างไรเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารหลักฐานสำหรับการเช่าโกดังสินค้าเพื่อ

ประโยชน์ในการนำมาบันทึกค่าใช้จ่าย

2. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น ค่าภาษีอากร ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรสาร

ค่าไปรษณีย์ ค่าบรรจุหีบห่อ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าบริการต่าง ๆ

บริษัทฯ สามารถนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

3. ค่าเช่าโกดังเก็บสินค้าต้องหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

4. เงินเดือนพนักงานผู้ดูแลโกดังจะต้องคำนวณภาษีอย่างไร ในแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก.

5. การส่งสินค้าออกไปต่างประเทศผ่านกรมศุลกากรถือเป็นการขายที่ต้องนำมาแสดงในแบบ

ภ.พ.30 หรือไม่ และลงรายงานภาษีขายอย่างไร เนื่องจากเป็นการส่งสินค้าออกไปเพื่อเก็บไว้เป็น

สินค้าสำเร็จรูปที่ยังมิได้มีการขาย

6. การลงรายการในบัญชีคุมสินค้าต้องปฏิบัติอย่างไร

7. สินค้าคงเหลือ ณ สิ้นปี จะถือเฉพาะที่อยู่ในประเทศไทยหรือรวมถึงต่างประเทศด้วย

แนววินิจฉัยกรมสรรพากร

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทฯ ส่งสินค้าออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยส่งไปเก็บไว้ในโกดังที่บริษัทฯ เช่า

ไว้เพื่อรอการจำหน่ายให้ลูกค้า กรณีดังกล่าวถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย

และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น ตามมาตรา

70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ ไม่ต้องนำสินค้าที่เก็บไว้ในโกดังที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ดังกล่าวมารวมคำนวณราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 65 ทวิ (6)

แห่งประมวลรัษฎากร

ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ หากเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการ

โดยเฉพาะของบริษัทฯ และเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่าย

ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) และ

(14) แห่งประมวลรัษฎากร และเอกสารหลักฐานของค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้ง

สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของกิจการ โดยมีหลักฐานหรือหนังสือรับรองโดยเจ้าหน้าที่

ของต่างประเทศที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือโดยบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรเชื่อถือได้ และหลักฐานหรือ

หนังสือดังกล่าวนั้นจะต้องมีรายละเอียดเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าเป็นรายจ่ายที่จำเป็นและสมควรแก่การ

ดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ ในทำนองเดียวกับหลักเกณฑ์การพิจารณารายจ่ายที่สาขาในประเทศไทยได้จ่ายไปให้

สำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นในต่างประเทศเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการให้ความช่วยเหลือหรือการให้บริการ

แก่กิจการของสาขาในประเทศไทยที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และไม่เข้าลักษณะ

เป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (14) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดในข้อ 2 ของ

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.13/2529 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคล

ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 66 และมาตรา 76

ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2529

สำหรับค่าเช่าโกดังที่บริษัทฯ จ่ายให้คู่สัญญาที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเงินค่าเช่าดังกล่าว

เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทย

กับประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ให้เช่ามิได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย เงินค่าเช่าดังกล่าว

ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 70

แห่งประมวลรัษฎากรภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

บริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างในประเทศไทยเป็นผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่ง

ประมวลรัษฎากร ให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศโดยตรง เข้าลักษณะเป็นเงินได้

เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย พนักงานหรือลูกจ้างดังกล่าวเป็นผู้มีเงินได้ต้องเสีย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้มี

หน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

บริษัทฯ ส่งสินค้าออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเก็บไว้ในโกดังก่อนที่จะจำหน่ายให้

ลูกค้าต่อไป การส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรดังกล่าวถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8)(ค) แห่ง

ประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ

มีหน้าที่ต้องลงรายการในรายงานภาษีขายตามมูลค่าสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี.ของสินค้า

และจะต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น รวมทั้ง

บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามปริมาณสินค้าที่จ่ายไปจริงภายในสาม

วันทำการนับแต่วันที่จ่ายสินค้า ทั้งนี้ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 7(9) และข้อ

9 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงาน การเก็บใบกำกับภาษีและ

เอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการ ลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง

แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542

อ้างอิงต้นฉบับกรมสรรพากร: กค 0706/5353

มาตราที่อ้างถึง

ข้อหารืออธิบายตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในช่วงเวลาที่ระบุ การใช้กับเรื่องอื่นต้องเปรียบเทียบข้อเท็จจริงและการแก้ไขกฎหมาย

LET'S TALK

เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องของคุณ

เตรียมเอกสารที่มี พร้อมแจ้งวันนัดหรือกำหนดเวลาสำคัญ

ทัก LINE โทรปรึกษา