ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีภาษีซื้อจากการก่อสร้างโรงงาน

ข้อหารือ กค 0706/พ./8568 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2548

ข้อหารือกรมสรรพากร

เลขหนังสือ
กค 0706/พ./8568
วันที่
17 ตุลาคม 2548
ข้อกฎหมาย
มาตรา82/3 มาตรา 82/5(6) มาตรา 89(4) มาตรา 89/1 และมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

บริษัท เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม

2543 และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 ประกอบธุรกิจ

นำเข้าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับไฟฟ้าอุตสาหกรรม ได้แก่ จากบริษัทใน

เครือประเทศและประเทศที่มีสาขา มาขายในประเทศไทย บริษัทฯ ได้รับการ

ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเภท

7.37 มีสำนักงานขายอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประกอบกิจการซื้อมาขายไปจนถึง

ปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2544 บริษัทฯ และบริษัทในเครือในต่างประเทศเห็นว่า

อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีอัตราเจริญเติบโตดีขึ้นและบริษัทผู้ผลิต

รถยนต์มีความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในการประกอบรถยนต์มากขึ้น

บริษัทในเครือในต่างประเทศ จึงมีโครงการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อประกอบกิจการ

ผลิตรีเรย์และอิเล็กทรอนิกส์ที่จังหวัด อ. และจะขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก

BOI ประเภท 5.5 กิจการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

แต่เนื่องจากมีข้อขัดข้องบางประการจึงทำให้ไม่สามารถจัดตั้งบริษัทใหม่ได้ทันที

บริษัทฯ จึงใช้เงินทุนของบริษัทแม่ในต่างประเทศลงทุนก่อสร้างโรงงาน โดยเช่าซื้อ

ที่ดินจากนิคมอุตสาหกรรม จังหวัด อ. ทำหนังสือสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานผลิต

สินค้าบนที่ดินดังกล่าว บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับใบอนุญาต

ประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อโรงงานผลิตสินค้าก่อสร้าง

เสร็จ บริษัทฯ ได้ไปแจ้งเพิ่มสาขาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 และเริ่มทำการผลิต

และขายสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2544 เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0

สำหรับการขายในประเทศ และอัตราร้อยละ 0 กรณีส่งออก จนถึงวันที่ 31 มีนาคม

2547 รวมเป็นระยะเวลา 2 ปี 9 เดือนเศษ ต่อจากนั้นได้โอนกิจการผลิตสินค้า

ทั้งหมดให้ บริษัท ซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายไทยเมื่อวันที่ 10

พฤศจิกายน 2546 และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว บริษัท จึงหารือว่า

1.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีภาษีซื้อจากการก่อสร้างโรงงาน เป็นภาษีซื้อที่

เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงทั้งของผู้โอนและผู้รับโอน เพื่อความเป็นธรรม จึงควร

ถือเป็นภาษีซื้อที่ใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6)

แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักใน

การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29

ธันวาคม พ.ศ. 2535

1.2 หากกรมสรรพากรเห็นว่าภาษีซื้อจากการก่อสร้างโรงงานดังกล่าว

ข้างต้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามข้อ 2(4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ แล้ว ขอให้พิจารณาผ่อนผัน ดังนี้

(1) ขอให้ลดเงินเพิ่มภาษี และงดเบี้ยปรับภาษีอากร

(2) บริษัทฯ ได้ยกประเด็นขึ้นมาหารือโดยสมัครใจและไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง

ภาษีอากร จึงขอขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.

30) รวม 20 เดือนภาษีออกไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2548

แนววินิจฉัยกรมสรรพากร

1. กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสร้าง

โรงงานผลิตสินค้า บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดจากการสร้างโรงงานไปหักออก

จากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ภายหลัง บริษัทฯ ขายโรงงานนั้นไปภายใน 3 ปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จ

สมบูรณ์ ภาษีซื้อดังกล่าวจึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวล

รัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 98)ฯ ลงวันที่ 1

ธันวาคม พ.ศ.2542 บริษัทฯ จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) แห่ง

ประมวลรัษฎากร พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณี บริษัทฯ ขอขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี สำหรับ

เดือนภาษีกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2547 ออกไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม

2548 โดยอ้างว่า บริษัทฯ ยกประเด็นขึ้นมาหารือโดยสมัครใจ ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง

ภาษีอากรและบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30เพิ่มเติม สำหรับเดือนภาษีดังกล่าวชำระ

ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มไว้บางส่วนแล้วเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 กรณี

ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้

จึงไม่อาจขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 3

อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ได้

3. กรณี บริษัทฯ ขอให้พิจารณาลดเงินเพิ่มและงดเบี้ยปรับภาษีอากรนั้น

เนื่องจากการพิจารณางดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการ

พิจารณาของสรรพากรภาคตามข้อ 2(3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.140/2547ฯ

ลงวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 จึงขอให้สำนักงานสรรพากรภาค 1 พิจารณา

ดำเนินการต่อไป สำหรับเงินเพิ่มนั้นไม่อาจงดให้แก่บริษัทฯ ได้เนื่องจากไม่มี

บทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้

อ้างอิงต้นฉบับกรมสรรพากร: กค 0706/พ./8568

มาตราที่อ้างถึง

ข้อหารืออธิบายตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในช่วงเวลาที่ระบุ การใช้กับเรื่องอื่นต้องเปรียบเทียบข้อเท็จจริงและการแก้ไขกฎหมาย

LET'S TALK

เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องของคุณ

เตรียมเอกสารที่มี พร้อมแจ้งวันนัดหรือกำหนดเวลาสำคัญ

ทัก LINE โทรปรึกษา